รถน้ำมัน vs รถไฟฟ้า แบกรับค่าน้ำมัน/ค่าไฟต่างกันแค่ไหน

รถน้ำมัน vs รถไฟฟ้า แบกรับค่าน้ำมัน/ค่าไฟต่างกันแค่ไหน?

ในยุคที่ค่าครองชีพและราคาน้ำมันมีความผันผวนสูง ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ค่าเชื้อเพลิง" กลายเป็นปัจจัยหลักที่คนใช้รถนำมาคิดคำนวณเป็นอันดับต้นๆ หลายคนเริ่มตั้งคำถามว่า ระหว่างรถยนต์สันดาป (น้ำมัน) ที่เราคุ้นเคยกับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่กำลังมาแรง ในระยะยาวแล้วเราต้องแบกรับค่าใช้จ่ายด้านพลังงานต่างกันขนาดไหน และแบบไหนจะคุ้มค่าตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของเรามากกว่ากัน

หากคุณยังไม่แน่ใจว่าการเปลี่ยนมาใช้ EV จะเข้ากับชีวิตประจำวันไหม การลอง เช่ารถ มาทดลองขับใช้งานจริงสักระยะหนึ่ง ก็เป็นทางเลือกที่ดีในการจับจุดเด่นจุดด้อยก่อนตัดสินใจซื้อ

1. เปิดตัวเลข: ค่าน้ำมัน vs ค่าไฟฟ้า

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เรามาลองเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อกิโลเมตร โดยสมมติจากพฤติกรรมการขับขี่ทั่วไปในเมืองและนอกเมือง

  • รถยนต์น้ำมัน (เครื่องยนต์ 1.5 ลิตร - 1.8 ลิตร): มีอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 12 - 15 กิโลเมตร/ลิตร หากคำนวณที่ราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์ประมาณ 35 - 40 บาท/ลิตร จะตกเป็นค่าใช้จ่ายประมาณ 2.3 - 3.3 บาท ต่อกิโลเมตร
  • รถยนต์ไฟฟ้า (EV ขนาดกลาง): มีอัตราการกินไฟเฉลี่ยอยู่ที่ 15 - 18 kWh ต่อ 100 กิโลเมตร (หรือประมาณ 5.5 - 6.6 กิโลเมตร/หน่วย)

    ชาร์จไฟบ้าน (TOU มิเตอร์ช่วง Off-Peak): ค่าไฟจะอยู่ที่ประมาณ 2.6 - 2.9 บาท/หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 0.4 - 0.5 บาท ต่อกิโลเมตร

    ชาร์จตู้สาธารณะ (DC Fast Charge): ค่าบริการเฉลี่ย 6.5 - 7.5 บาท/หน่วย คิดเป็นเงินประมาณ 1.0 - 1.3 บาท ต่อกิโลเมตร

สรุปความต่าง: การจ่ายค่าไฟสำหรับรถ EV จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานลงไปได้ถึง 2-3 เท่าเมื่อเทียบกับรถน้ำมัน ซึ่งถ้าใครที่ต้องเดินทางไกลหรือใช้รถทุกวัน ตัวเลขส่วนต่างนี้จะกลายเป็นเงินออมก้อนใหญ่ในแต่ละเดือนได้อย่างชัดเจน

2. ปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้ตัวเลขเปลี่ยนแปลง

แม้ว่าตัวเลขส่วนต่างของค่าพลังงานจะดูห่างกันมาก แต่ในความเป็นจริงยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องนำมาพิจารณาด้วย เช่น พฤติกรรมการชาร์จไฟ หากคุณอาศัยอยู่คอนโดมิเนียมที่ไม่สามารถติดตั้งที่ชาร์จส่วนตัวได้ และต้องพึ่งพาตู้ชาร์จสาธารณะเป็นหลัก ต้นทุนค่าไฟฟ้าก็อาจจะขยับสูงขึ้นมาอีกหน่อย รวมถึงเรื่องค่าบำรุงรักษาตามระยะทาง ซึ่งรถไฟฟ้าจะมีชิ้นส่วนเคลื่อนไหวน้อยกว่า ทำให้ค่าเช็กระยะโดยรวมถูกกว่ารถน้ำมันค่อนข้างมาก

สำหรับผู้ที่เดินทางมาทำธุรกิจหรือท่องเที่ยว การเลือกใช้บริการ รถเช่า เพื่อเดินทางในพื้นที่ต่างๆ ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยควบคุมงบประมาณค่าใช้จ่ายส่วนนี้ได้ ขึ้นอยู่กับว่าในพื้นที่นั้นๆ มีสถานีชาร์จรองรับมากน้อยแค่ไหน

3. สภาพการจราจร: ตัวแปรสำคัญของคนเมือง

กรุงเทพฯ ขึ้นชื่อเรื่องรถติดวินาศสันตะโร ซึ่งสภาพจราจรแบบนี้ส่งผลต่อกระเป๋าตังค์ของผู้ใช้รถโดยตรง รถยนต์น้ำมันเมื่อจอดแช่อยู่บนถนน เครื่องยนต์ยังคงต้องทำงานและเผาผลาญน้ำมันไปเรื่อยๆ ส่งผลให้อัตราสิ้นเปลืองในเมืองพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย ต่างจากรถไฟฟ้าที่ตอนจอดนิ่งจะใช้ไฟเพียงเล็กน้อยเพื่อเลี้ยงระบบแอร์และหน้าจอเท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ เทรนด์การใช้บริการ เช่ารถกรุงเทพ ในปัจจุบัน จึงเริ่มมีการถามหาและเปลี่ยนมาส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าให้กับลูกค้ามากขึ้น เพื่อตอบโจทย์คนที่ต้องการขับขี่ในเมืองหลวงโดยไม่ต้องกังวลกับค่าน้ำมันที่สูบซีดเงินในกระเป๋าเวลารถติดขัด

4. ตอบโจทย์ความสะดวกสบายและการวางแผนเดินทาง

ถึงแม้รถไฟฟ้าจะชนะขาดลอยในเรื่องความประหยัด แต่รถน้ำมันก็ยังคงได้เปรียบในเรื่อง "ความสะดวกสบายและความรวดเร็วในการเติมพลังงาน" การแวะปั๊มน้ำมันใช้เวลาไม่เกิน 5 นาทีก่อนเดินทางต่อได้ทันที ในขณะที่รถไฟฟ้าต้องใช้เวลาชาร์จอย่างน้อย 20-40 นาที และต้องมีการวางแผนเส้นทางล่วงหน้าเพื่อเช็กจุดชาร์จที่เหมาะสม

หากคุณกำลังมองหาความคล่องตัวในการเดินทางท่องเที่ยวรอบๆ เมืองหลวง บริการองรับเปิด รถเช่ากรุงเทพ จะมีตัวเลือกที่หลากหลายให้คุณจับคู่กับแผนการเดินทางได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทริปสั้นๆ ในเมือง หรือทริปยาวไปต่างจังหวัด

สรุปเลือกแบบไหนดี?

  • เลือก รถน้ำมัน: หากคุณเน้นความสะดวกสบาย ไม่ชอบวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ต้องเดินทางไปต่างจังหวัดที่ห่างไกลบ่อยๆ และไม่มีพื้นที่เอื้ออำนวยในการติดตั้งที่ชาร์จไฟบ้าน
  • เลือก รถไฟฟ้า: หากคุณมีบ้านส่วนตัว สามารถชาร์จไฟช่วงกลางคืนได้ มีพฤติกรรมการใช้รถเป็นประจำทุกวัน วันละ 50-100 กิโลเมตร ซึ่งจะคืนทุนส่วนต่างค่าตัวรถได้เร็วที่สุด

สุดท้ายนี้ หากใครที่ยังลังเลและอยากสัมผัสประสบการณ์ขับขี่แห่งอนาคต การเลือกใช้บริการ เช่ารถไฟฟ้า ถือเป็นแนวทางที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุดในการทดลองใช้งาน เพื่อดูว่าไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตและการชาร์จไฟของคุณ เหมาะสมกับการแบกรับต้นทุนรูปแบบใหม่นี้จริงหรือไม่ ก่อนที่จะตัดสินใจเซ็นสัญญาซื้อ รถเช่ารถไฟฟ้า หรือซื้อขาดมาเป็นรถคู่ใจคันใหม่ในระยะยาว

สำนักงานใหญ่ รถเช่าดอนเมือง

ตั้งอยู่เลขที่ 279/57 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210

เวลาเปิดทำการ 08.00 – 20.00 น. ทุกวัน

Call center 02 – 002 – 4606

092-284-8660 / 090-638-4888  / 086-993-3082

Line ID : @ecocar

Email : info@thairentecocar.com

            thairentecocar@gmail.com

WhatsApp :  0869933082

ธนาคารไทยพาณิชย์

เลขบัญชี : 605-2588466

ชื่อบัญชี : บริษัท ไทยเร้นท์อีโก้คาร์ จำกัด

บัญชีประเภทออมทรัพย์

 

**อ่าน** เงื่อนไขสัญญาเช่า  (คลิก)

 

Visitors: 2,313,891