ผลิตชดเชย EV3.5 และการลุ้นมาตรการ EV 4.0

"ผลิตชดเชย EV3.5" และการลุ้นมาตรการ EV 4.0: ทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไทย

ตลาดรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการปรับตัวอย่างเข้มข้น นโยบายภาครัฐที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนหลักในการกระตุ้นยอดขายผ่านส่วนลดและเงินอุดหนุน กำลังทยอยเปลี่ยนผ่านเข้าสู่โหมดการตั้งรับและสร้างโครงสร้างพื้นฐานการผลิตในประเทศอย่างจริงจัง

หัวใจสำคัญในขณะนี้จึงตกไปอยู่ที่เงื่อนไข "ผลิตชดเชย EV3.5" พร้อมๆ กับการจับตามองของทุกฝ่ายในอุตสาหกรรมถึงทิศทางของ "มาตรการ EV 4.0" ในอนาคต

ข้อตกลง "ผลิตชดเชย EV3.5" โจทย์ใหญ่ที่ค่ายรถต้องก้าวผ่าน

ภายใต้มาตรการ EV 3.5 ผู้ประกอบการที่นำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าสำเร็จรูป (CBU) เข้ามาจำหน่ายและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีรวมถึงเงินอุดหนุน จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการผลิตชดเชยในประเทศ (CKD) ตามอัตราส่วนที่กำหนด:

  • ผลิตชดเชย 1:2 คัน สำหรับการผลิตภายในปี 2569
  • ผลิตชดเชย 1:3 คัน หากขยายเวลาการผลิตชดเชยไปถึงปี 2570

เงื่อนไขดังกล่าวกดดันให้ค่ายรถยนต์ต่างชาติต้องเร่งเดินสายการผลิตในไทยอย่างเต็มกำลัง อย่างไรก็ตาม สภาพตลาดที่มีความผันผวนและสภาวะ Oversupply ในบางช่วง ทำให้ภาครัฐต้องปรับเกณฑ์ flexibility เพื่อช่วยประคองผู้ประกอบการ เช่น การนับสัดส่วนการผลิตเพื่อส่งออก 1 คัน ให้เท่ากับการผลิตชดเชย 1.5 คัน เพื่อลดแรงกดดันในตลาดส่วนบุคคล

สำหรับผู้บริโภคที่ยังลังเลกับการซื้อรถยนต์ไฟฟ้าเป็นของตัวเอง หรือต้องการทดลองใช้งานก่อนตัดสินใจ การเลือกใช้บริการ เช่ารถ เพื่อทดสอบสมรรถนะและการชาร์จแบตเตอรี่ในชีวิตประจำวัน จึงกลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน

ลุ้นต่อกับมาตรการ "EV 4.0": ทิศทางใหม่ที่เน้นความยั่งยืน

เมื่อมาตรการสนับสนุนการบริโภคทยอยสิ้นสุดลง สิ่งที่ภาคเอกชนและผู้บริโภคกำลังเฝ้าจับตาอย่างใกล้ชิดคือการผลักดัน มาตรการ EV 4.0 ซึ่งคาดว่าจะมุ่งเน้นไปที่การสร้างระบบนิเวศ (EV Ecosystem) ที่ยั่งยืนมากกว่าแค่การแจกเงินอุดหนุนซื้อรถ

ทิศทางของ EV 4.0 มีแนวโน้มที่จะเน้นย้ำในประเด็นสำคัญ เช่น:

  1. การพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ในประเทศ: สนับสนุนการผลิตแบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และเทคโนโลยีซอฟต์แวร์ภายในประเทศ
  2. การขยายโครงสร้างพื้นฐาน: เพิ่มความเข้มข้นในการขยายสถานีชาร์จให้ครอบคลุมและมีเสถียรภาพมากขึ้น
  3. การส่งเสริมการใช้งานในภาคการขนส่งและพาณิชย์: ขยายขอบเขตสนับสนุนไปยังกลุ่มรถบัส รถขนส่ง และกลุ่มบริการการเดินทาง

ในกลุ่มคนเมืองใหญ่ โดยเฉพาะผู้ที่จำเป็นต้องเดินทางติดต่องาน การเลือกหา รถเช่า เพื่อใช้งานชั่วคราวก็เริ่มเปลี่ยนผ่านไปสู่ตัวเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้นตามเทรนด์ของนโยบายรัฐบาล

ผลกระทบต่อผู้บริโภคและการปรับตัวของตลาด

การแข่งขันในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้อยู่แค่ในระดับโรงงานประกอบรถยนต์เท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้งานจริง ในพื้นที่ศูนย์กลางเศรษฐกิจที่มีการจราจรหนาแน่น ความต้องการใช้งานรถยนต์พลังงานไฟฟ้าเติบโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทั้งกลุ่มผู้ซื้อเพื่อขับขี่เองและกลุ่มผู้ที่ต้องการ เช่ารถกรุงเทพ เพื่อความสะดวกในการเดินทางโดยไม่ต้องกังวลเรื่องค่าบำรุงรักษาระยะยาว

บริการยานยนต์ยืดหยุ่นได้รับอิทธิพลจากนโยบายสนับสนุนเช่นกัน บริษัทผู้ให้บริการหลายแห่งเริ่มปรับเปลี่ยนกองยานพาหนะ โดยการนำเข้าและจัดหา รถเช่ากรุงเทพ ที่เป็นระบบไฟฟ้าทั้งหมด เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและต้องการประหยัดค่าเชื้อเพลิง

สำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ขับขี่นวัตกรรมใหม่โดยไม่อยากแบกรับภาระการเสื่อมราคาของตัวรถ ทางเลือกในการ เช่ารถไฟฟ้า จึงกลายเป็นสะพานเชื่อมสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเทคโนโลยีใหม่ได้ง่ายขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับภาพรวมของตลาดที่ผู้ให้บริการ รถเช่ารถไฟฟ้า ต่างเร่งแข่งขันกันเสนอกฎเกณฑ์และแพ็กเกจที่จูงใจ เพื่อรองรับปริมาณผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

สำนักงานใหญ่ รถเช่าดอนเมือง

ตั้งอยู่เลขที่ 279/57 ถนนวิภาวดีรังสิต แขวงสนามบิน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210

เวลาเปิดทำการ 08.00 – 20.00 น. ทุกวัน

Call center 02 – 002 – 4606

092-284-8660 / 090-638-4888  / 086-993-3082

Line ID : @ecocar

Email : info@thairentecocar.com

            thairentecocar@gmail.com

WhatsApp :  0869933082

ธนาคารไทยพาณิชย์

เลขบัญชี : 605-2588466

ชื่อบัญชี : บริษัท ไทยเร้นท์อีโก้คาร์ จำกัด

บัญชีประเภทออมทรัพย์

 

**อ่าน** เงื่อนไขสัญญาเช่า  (คลิก)

 

Visitors: 2,327,802